Latest Publications

เทคนิคที่ช่วยให้คุณดูแลชุดกี่เพ้าได้ง่ายขึ้น

ผ้าไหมจีน เป็นแพรพรรณที่การตั้งกฎเกณฑ์นำมาตัดชุดกี่เพ้าออกจะตาย เกี่ยวข้องด้วยคุณลักษณะของเนื้อผ้าที่มีความนิ่ม ละเอียดอ่อน เนื้อไหมเย็น พร้อมทั้งยังปรับขั้นได้ดีในทุกสภาพความเป็นอยู่อากาศ เพราะเมื่ออากาศร้อน เนื้อผ้าไหมจะช่วยให้ความเย็นฉ่ำได้ แต่หากเป็นฤดูอากาศหนาว เนื้อผ้าไหมจะช่วยให้ให้อุ่นสบายได้เช่นกัน นั่นเป็นเพราะเส้นไหม ถือเป็นเส้นใยโปรตีนจากธรรมชาติ ส่งผลให้การคุมทำความสะอาดผ้าไหม จึงต้องดูแลและใส่ใจให้ถูกแบบด้วยด้วย

ในอดีต เพื่อผู้ที่ได้รับผ้าไหม หรือสวมชุดผ้าไหมเป็นกิจวัตร จะมีแผนการในการทำความสะอาดด้วยการใช้น้ำมะพร้าวบริสุทธิ์ หรือหากมีรอยสกปรกก็จะทำความสะอาดรอยสกปรกนั้นด้วยการใช้หัวหอมถู หากสมัยปัจจุบันการเฝ้ายามเส้นไหมนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยแนวทาง ดังนี้

1.ก่อนนำผ้าไหมไปทำการตัดเย็บให้ทำความสะอาดผ้าด้วยน้ำอุ่นเพื่อชะล้างฝุ่นลออง โดยผสมน้ำกับเกลือผ้าไหมแล้วซักเบา ๆ เพื่อระแวดระวังการเกิดรอยขีดข่วนบนเนื้อผ้า

2.ในการฟอกผ้าไหมจำต้องเลือกผลิตผลที่ไม่ทำร้ายเส้นไหมในการทำความสะอาดเช่นสบู่อาบน้ำเด็ก สบู่ก้อนหรือน้ำยาเคมีที่ใช้เหตุด้วยซักผ้าไหมเป็นพิเศษ ที่สำคัญคือไม่ถูกต้องใช้ผงซักฟอกและน้ำยาฟอกขาวเด็ดเดี่ยว เพราะจะทำร้ายเนื้อไหมให้เสียหายกับเส้นไหมเปื่อยได้

3.ไม่น่าใช้น้ำร้อนหรือน้ำอุ่นในการฟอกผ้าไหมเพราะจะทำให้เส้นไหมสั้นเข้าและเกิดรอยย่นได้

4.ไม่ควรจะแช่ผ้าไหมไว้ในน้ำยาซักผ้า หรือใช้แปรงขัดถูผ้าไหมแรง ๆ เพราะเป็นการทำร้ายเนื้อผ้าโดยตรง

5.ไม่ถูกต้องบิดผ้าไหมเป็นเกลียว แต่ต้องใช้วิธีบีบไล่น้ำออกเบา ๆ

6.ไม่น่าตากผ้าไหมในที่มีแดดแรง

 

ศิลปะปูนปั้น

งานปูนปั้น นับเป็นงานช่างสาขาหนึ่งที่สืบทอดต่อกันมานาน เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่นิยมกันมาแต่โบราณ มีทั้งงานปั้นองค์พระพุทธรูปและปั้นประดับตกแต่งอาคารสิ่งก่อสร้างทาง สถาปัตยกรรมหน้าบัน อุโบสถ วิหาร ฐานพระพุทธรูป ฐานเจดีย์ ลายที่ปั้นมักเป็นลายไทยที่มีความวิจิตรพิสดารผสมผสานกันอยู่กันรูปปั้นพุทธประวัติ ประกอบด้วย เทพ เทวดา สัตว์หิมพานต์ และสัตว์ในวรรณคดี ในอดีตการปั้นจะใช้ปูนซึ่งทำมาจากเปลือกหอยเผาไฟที่นำไปตำจนละเอียดผสมกับน้ำ อ้อย กระดา หนังหรือเขาสัตว์เผาไฟ แล้วนำไปตำรวมกัน ทำให้ได้ปูนที่มีความเหนียวสามารถปั้นเป็นรูปต่างๆได้ง่าย และเมื่อแห้งแล้ว จะแข็งตัวและทนแดด ทนฝนได้ดี เรียกว่า ปูนเพชร ปัจจุบัน ช่างปั้นจะใช้ปูนขาวสำหรับปั้น ที่มีขายในท้องตลาดไปตำรวมกับกระดา กาวหนังสัตว์ ทรายละเอียดและน้ำเพื่อให้ได้ปูนที่มีความเหนียวพอดีเหมาะสำหรับงานปั้น

%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99

ทางด้านศิลปะปูนปั้นของทางตะวันตกก็มีเช่นกัน และงดงามไม่แพ้ศิลปะปูนปั้นของที่ไหนเลย  เริ่มมาตั้งแต่ 7000 ปีก่อนคริสตกาลและมารุ่งเรืองที่ประเทศอิตาลีในยุคเรอเนซองส์ ในประเทศเยอรมนีการทำปูนปั้นเริ่มเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1545 ที่วังที่เมืองแลนด์ชุท

%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-1

ในไทยนั้นศิลปะปูนปั้น คงเป็นศิลปะที่งดงามและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ได้ปรากฏที่เมืองฟ้าแดดสูงยาง  จังหวัดกาฬสินธุ์  และในภาคเหนือที่เมืองหริภุญชัยหรือลำพูน  เป็นต้น  สันนิษฐานว่าศิลปะการปั้นปูนดังกล่าวนี้คงได้รับการถ่ายทอดมาจากช่างชาวอินเดีย  ที่เดินทางเข้ามาสู่ดินแดนแถบนี้พร้อมๆ กับการเข้ามาเผยแผ่ของศาสนาพุทธและฮินดู

ศิลปะการสลักผักผลไม้ที่คงอยู่คู่กับวัฒนธรรมไทย

FZAAZ_d13การแกะสลักจัดเป็นศิลปะประเภทหนึ่งที่รวมอยู่ในสาขาประติมากกรรม แต่ที่แตกต่างก็คือกรรมวิธีของการแกะสลักคือการเฉือนออก และเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างหนึ่ง เพราะนอกจากจะทำรายได้ให้กับผู้ผลิตแล้วยังเป็นอุตสาหกรรมที่แสดงออกถึงความมีศิลปะอันประณีตของชาติไทยอีกด้วย การแกะสลักเป็นเทคนิคการสร้างสรรค์งานประติมากรรมมาแต่โบราณ ในการสร้างสรรค์จะต้องวางแผนงานไว้ก่อน เพราะการแกะสลักออกไปแล้วไม่สามารถจะเพิ่มเข้าไปใหม่อีกได้ เพราะวัสดุที่ใช้แกะสลักนั้นเป็นชนิดของแข็ง ได้แก่ หิน ไม้ ส่วนในการศึกษาของนักเรียนนั้นอาจจะใช้วัสดุจำพวกไม้เนื้ออ่อน สบู่ ปูนปลาสเตอร์ ผัก ผลไม้ เป็นต้น

ปัจจุบันองค์ความรู้การประดิษฐ์สร้างสรรค์ศิลปะแขนงนี้แพร่ขยายกว้างขวางออกสู่ชุมชน ปรากฏหลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาโรงเรียนและยังแพร่หลายไปในต่างประเทศบอกเล่าวิถีวัฒน ธรรมมรดกไทย และด้วยเอกลักษณ์คุณค่าในงานช่างแกะสลักผักผลไม้ นอกจากเด่นชัดในด้านประโยชน์ใช้สอย โดยแบ่งได้ตามลักษณะการใช้งาน งานแกะสลักยังให้คุณค่าทางด้านจิตใจ สร้างสมาธิความภาคภูมิใจและเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ฯลฯ ทรงคุณค่าเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญและเพื่อธำรงรักษางานแกะสลักคงอยู่คู่กับวัฒนธรรมไทย การแกะสลักผักและผลไม้เป็นการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยเลยทีเดียว ซึ่งไม่มีชาติใดสามารถเทียมได้ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในปัจจุบันนี้เห็นจะเป็นเรื่องของการอนุรักษ์ศิลปแขนงนี้ที่มีแนวโน้มจะสูญหายไปหรือลดน้อยลงไปเรื่อย

การสลักผักผลไม้นอกจากจะเป็นการฝึกสมาธิแล้วยังเป็นการฝึกฝีมือให้เกิดความชำนาญเป็นพิเศษ และต้องมีความมานะ อดทน ใจเย็น และมีสมาธิเป็นที่ตั้ง รู้จักการตกแต่ง มีความคิดสร้างสรรค์ การทำงานจ้องให้จิตใจทำไปพร้อมกับงานที่กำลังสลักอยู่ จึงได้งานสลักที่สวยงามเพริศแพร้วอย่างเป็นธรรมชาติ ดัดแปลงเป็นลวดลายประดิษฐ์ต่างๆตามใจปรารถนา เป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งที่ถือเป็นมรดกล้ำค่าที่สืบทอดกันมายาวนาน เป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ความถนัด ความสามารถเฉพาะตัว และความละเอียดอ่อนมาก การแกะสลักจึงเป็นศิลปะที่ไม่ตาย สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้ ปัจจุบันชาวต่างชาติให้ความสนใจศิลปะการแกะสลักมาก ดังนั้นคนไทยทุกคนควรหันมาให้ความสนใจศิลปะแขนงนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่และช่วยสืบทอดศิลปะอันงดงามของไทยให้คงอยู่ตลอดไป

ศิลปินและนักออกแบบใช้จินตภาพแปลงความคิด

ในการสร้างงานใดๆ ก็ตาม ผู้ออกแบบการแสดงจะต้องสามารถอธิบายรายละเอียดของงาน ความหมายหรือสิ่งที่ต้องการจะสื่อให้ผู้แสดงได้รับทราบอย่างละเอียด เพราะผู้แสดงจะเป็นผู้ถ่ายทอดผลงานทางความคิดให้ปรากฏแก่สายตาของผู้ชม ให้ได้รับรู้ถึงจินตนาการทางความคิดของผู้สร้างงาน ผู้ออกแบบการแสดงที่ดีจึงนิยมคัดเลือกผู้แสดงผลงานของตนด้วยตัวเอง เพื่อให้ตรงกับผลงานอันจะทำให้สัมฤทธิผลใกล้เคียงที่สุด และการที่ผู้ออกแบบการแสดงรู้จักผู้แสดงเป็นอย่างดี ก็จะเอื้อประโยชน์แก่ผู้ออกแบบการแสดงได้ โดยนำความสามารถเฉพาะตัวของผู้แสดงมานำเสนอนั่นเอง ส่วนคุณสมบัติที่ดีของผู้แสดง ก็คือ การเคารพในความคิดของผู้ออกแบบการแสดง หมายความว่าผู้แสดงจะต้องเชื่อมั่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ออกแบบการแสดง แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าผู้แสดงไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใดๆ ได้เลย ผู้แสดงควรสำนึกในมารยาทของการเป็นผู้ถ่ายทอดผลงาน การแสดงความคิดเห็นจะอยู่ในขอบเขตที่พึงกระทำได้ เช่น ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ออกแบบได้ เนื่องจากขีดจำกัดทางความสามารถ ความขัดแย้งของท่ากับทิศทางหรือความบกพร่องใดๆ ก็ตาม ผู้แสดงสามารถแจ้งหรือแนะนำแก่ผู้ออกแบบได้ โดยการแก้ปัญหาหรือตัดสินใจเป็นหน้าที่ของผู้ออกแบบเท่านั้น

ในการร่วมงานระหว่างผู้ออกแบบและผู้แสดง จำเป็นต้องอาศัยการถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการทำงาน ดังนั้นหากทุกคนรู้หน้าที่และขอบเขตของการทำงานแล้ว ผลงานการแสดงก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น

ในกระบวนการออกแบบการแสดงนั้น นอกเหนือจากการที่ผู้ออกแบบจะสามารถสื่อสารกับผู้แสดงได้ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ในขั้นตอนการนำเสนองานเพื่อของบประมาณสนับสนุนการแสดง หรือเพื่อเสนอขายผลงานนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ออกแบบจะต้องสามารถอธิบายจินตภาพที่ได้วาดไว้ในสมองนั้น สื่อสารให้ผู้อำนวยการสร้าง ผู้ลงทุน ผู้ให้การสนับสนุนเชื่อถือในความคิด และเห็นคล้อยตามได้ว่าการแสดงนั้นจะประสบความสำเร็จและคุ้มค่าแก่การลงทุนจัดแสดงเพียงใด นักออกแบบการแสดงในประเทศอาจยังมีข้อด้อยในการนำเสนอในลักษณะ เพราะบางครั้งความเป็นตัวตน (Ego) ของผู้ออกแบบที่มีความเป็นศิลปินสูง ไม่สามารถถ่ายทอดความคิดเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจในกระบวนการนำเสนอผลงานจะยังประโยชน์แก่ผู้ออกแบบได้เป็นอย่างดี

เทคนิคการเขียนภาพด้วยสีและอุปกรณ์ต่างๆ

สำหรับเทคนิคและวิธีการเขียนภาพ มีดังนี้

1.ภาพเขียนดินสอ  มีวิธีการเขียนหลายวิธี ตามลักษณะที่เหมาะสมของไส้ดินสอที่แข็งหรืออ่อน  ดินสอที่แข็งเหมาะสำหรับการฝนและแรงเงาที่ประณีต ส่วนดินสออ่อนนั้นเหมาะสำหรับการเขียนภาพร่าง ด้วยการเหลาดินสอเป็นแผ่นแบน  ชนิดของดินสอได้แก่ H จนไปถึง 7H และมีอ่อนธรรมดา คือ  B จนถึงอ่อนมาก 6B ซึ่งช่วยให้ศิลปินสามารถเขียนภาพลายเส้นดินสอได้ลักษณะต่างๆ

2.ภาพเขียนชอล์ก ซึ่งชอล์กที่ใช้ในการเขียนจะมีเนื้อละเอียดและมีสีสวยงามกว่าชอล์กเขียนกระดานดำ โดยชอล์กมีความสะดวกและคุณสมบัติในการเขียนเหมาะสำหรับเขียนภาพฝึกหัด

3.ภาพเขียนพาสเทล สำหรับพาสเทลนั้นศิลปินใช้ในการเขียนร่างภาพในการทำงานขั้นต้น หรือใช้เป็นการเขียนภาพใช้จริงเลย

4.ภาพเขียนหมึก โดยภาพเขียนแต่ละภาพนั้นจะใช้หมึกเพียงสีเดียวเป็นสำคัญ แต่ศิลปินอาจจะใช้สีที่มีคุณค่าอ่อนแก่แตกต่างกันได้ ศิลปินจะเลือกใช้ปากกาชนิดต่างๆ  ตามที่ตนถนัด และจะต้องเขียนด้วยปากกาหรือพู่กันชนิดและขนาดต่างๆ ด้วยความชำนาญ จึงจะสามารถเขียนภาพหมึกได้งดงาม

5.ภาพเขียนสีถ่าน สามารถที่จะใช้ถ่านเขียนเป็นแผ่นบางๆ ปกคลุมเนื้อที่ใหญ่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว  ด้วยการใช้คุณค่าของความอ่อนแก่ของสีของถ่านจะได้ผลงดงาม กระดาษสำหรับเขียนสีถ่านควรเป็นกระดาษที่มีพื้นผิวละเอียดอ่อนนุ่ม  จะเขียนได้งดงามกว่ากระดาษวาดเขียนทั่วไป ทั้งนี้จะสกปรกและเสียหายได้ง่าย  จึงควรพ่นด้วยน้ำยาเคลือบบางๆ เพราะจะช่วยให้สวยงามและคงทนขึ้นได้

6.ภาพระบายสีด้วยสีเทียน เป็นการสร้างภาพที่สามารถทำได้ง่ายเพราะใช้อุปกรณ์ไม่มาก แต่การทำให้ภาพสวยงามต้องอาศัยการฝึกวาดอยู่เสมอ

7.ภาพเขียนสีน้ำ จะมีเทคนิควิธีการแตกต่างกัน ตามความถนัดและความสามารถเฉพาะตน ถ้าได้ศึกษาฝึกเขียนจนเกิดความชำนาญแล้วขั้นตอนจะไม่ตายตัว แต่มีหลักเกณฑ์อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมชาติของการเขียนสีน้ำที่ควรคำนึง คือ การลงน้ำหนักจากอ่อนไปหาเข้ม

ดังนั้น หากผู้ที่สนใจจะเป็นนักวาดภาพหรือเพื่อเป็นแนวทางในการเขียนภาพวาดและการลงสีต่างๆ สามารถที่จะนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานได้